วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เหตุการณ์ 14 ตุลา

          เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

สาเหตุ
          เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นจอมพลถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี อีกทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน

พ.ศ. 2516
          29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม มีดาราหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ที่ทางผู้ที่ใช้ล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ บันทึกลับจากทุ่งใหญ่ เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือชื่อ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ เป็นผลให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีสั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำ 9 คนออก ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมในวันที่ 21 และ 22 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท้ายสุด ดร.ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาทั้ง 9 คน และดร.ศักดิ์ ก็ได้ลาออกไปเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เริ่มต้นเหตุการณ์
          6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ หลายวงการ เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น จากนั้น บุคคลเหล่านี้ราว 20 คน นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี ได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูน้ำ, สยามสแควร์,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงใจความในพระราชหัตถ์เลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลถึงสาเหตุที่ทรงสละราชสมบัติ แต่ทางตำรวจนครบาลจับได้เพียง 11 คน และจับขังทั้ง 11 คนนี้ไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขนและนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน พร้อมตั้งข้อหาร้ายแรงว่า เป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยม ห้ามประกันเด็ดขาด จากนั้นจึงได้มีการประกาศจับ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับ นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.จ.นครพนม ขึ้นอีก รวมทั้งหมดเป็น 13 คน โดยกล่าวหาว่า นายไขแสงเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ ซึ่งบุคคลทั้ง 13 นี้ ได้ถูกเรียกขานว่าเป็น "13 ขบถรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงของการสอบกลางภาคด้วย แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า "งดสอบ" พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวทั้งหมดนี้ก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็หาได้ยอมกระทำไม่

การจลาจล
          การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับรัฐบาลและบางส่วนได้เข้าเฝ้า ฯ จนได้ข้อยุติเพียงพอที่จะสลายตัว แต่ทว่าด้วยอุปสรรคทางการสื่อสารและมวลชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่อาจควบคุมดูแลได้หมด ก็นำไปสู่การนองเลือดในเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม เมื่อเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่บริเวณหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ด้านถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวกลับทางนั้น แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน จึงเกิดการปะทะกันจนกลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยังสนามหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนิน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลาบ่าย พบเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินวนอยู่เหนือเหตุการณ์และมีการยิงปืนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นเพื่อสลายการชุมนุม โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่าบุคคลที่ยิงปืนลงมานั้นคือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
          ต่อมาในเวลาหัวค่ำ วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า จอมพลถนอม ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว และมีพระบรมราชโองการโปรดแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดำรัสแถลงออกโทรทัศน์ด้วยพระองค์เอง แต่ทว่าเหตุการณ์ยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมงเมื่อนักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับเข้าใส่สถานีตำรวจ ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยเนื่องจากผู้ชุมนุมนับพันยังไม่วางใจในสถานการณ์ได้มีการประกาศท้าทายกฎอัยการศึกในเวลา 22.00 น. และ ประกาศว่าจะอยู่ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งคืนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกหลอกอีกครั้ง ซึ่งในตอนหัวค่ำวันที่ 15 ได้มีประกาศว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง และวันที่ 16 ตุลาคมผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย

หลังเหตุการณ์
          ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และสำหรับผู้เสียชีวิตทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตที่ทิศเหนือท้องสนามหลวงด้วย และอัฐินำไปลอยอังคารด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา อ่าวไทย
          คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่ร่าง โดยเรียกกันว่า "สภาสนามม้า" จนนำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2518 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น มีคำเรียกว่าเป็นยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" แต่ทว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้าน แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา
          นอกจากนี้แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา นับเป็นการลุกฮือของประชาชน (People's uprising) ครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคประชาชนในประเทศอื่น ๆ ทำตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใต้ในเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็นต้น
          พ.ศ. 2546 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย" เป็นวันสำคัญของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี

รายชื่อ 13 กบฏรัฐธรรมนูญ
นายธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นายบัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายบุญส่ง ชเลธร นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายวิสา คัญทัพ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
นายธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นายนพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์
นายมนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปี 1 มหาวิทยาลัยรามคำแหง, นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์
นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ
นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ถูกจับกุมภายหลัง)
นายไขแสง สุกใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม (ถูกจับกุมตัวหลังเข้ามอบตัวตามหมายจับ)

ที่มา
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_14_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2

กบฏสันติภาพ พ.ศ.2495

กบฏสันติภาพ
          กบฏสันติภาพ ชื่อเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จับกุมประชาชนจำนวนมาก โดยอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 มาตรา 102, 104, 177, 181 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2478 มาตรา 4
           ในการจับกุมครั้งนี้ กรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 ได้จับกุมบุคคลต่างๆ เป็นจำนวนถึง 104 คน "ด้วยปรากฏจากการสอบสวนของกรมตำรวจว่า มีบุคคลคณะหนึ่งได้สมคบกันกระทำผิดกฎหมาย ด้วยการยุยงให้มีการเกลียดชังกันในระหว่างคนไทย เพื่อก่อให้เกิดการแตกแยก เกิดการทำลายกันเอง โดยใช้อุบายต่างๆ เช่น ปลุกปั่นแบ่งชั้น เป็นชนชั้นนายทุนบ้าง ชนชั้นกรรมกรบ้าง ชักชวนให้เกลียดชังชาวต่างประเทศที่เป็นมิตรของประเทศบ้าง อันเป็นการที่อาจจะทำให้เสื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ยุยงให้ทหารที่รัฐบาลส่งออกไปรบในเกาหลี ตามพันธะที่รัฐบาลมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ ให้เสื่อมเสียวินัย เมื่อเกิดการปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ระยะเวลาเหมาะสมแล้ว ก็จะใช้กำลังเข้าทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่น ซึ่งมิใช่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการชักจูงชาวต่างประเทศเข้าร่วมทำการยึดครองประเทศไทย..." จากนั้นยังได้ทะยอยจับกุมประชาชนเพิ่มเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงกลางปี พ.ศ. 2496 ก็ยังมีข่าว

ว่าได้จับกุม และสึกพระภิกษุที่เคยสนับสนุน และเผยแพร่สันติภาพอีก

กุหลาบ สายประดิษฐ์
ที่มาของคำว่า "สันติภาพ"
          เนื่องเพราะผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังจำนวนหนึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2494 โดยมี นายแพทย์เจริญ สืบแสง เป็นประธานคณะกรรมการ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ และพระมหาดิลก สุวรรณรัตน์ เป็นรองประธาน นาย ส. โชติพันธุ์ (สิบโทเริง เมฆประเสริฐ) เป็นเลขาธิการ ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งสนับสนุนสงครามเกาหลี และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนตัวจากสงครามเกาหลี และกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมกับนานาชาติในประเทศจีนเพื่อต่อต้านสงครามเกาหลี
รายชื่อบุคคลที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสันติภาพ
          บรรดาบุคคลที่เข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสันติภาพฯ และถูกจับกุมในครั้งนี้ มีหลากหลายกลุ่ม ประกอบไปด้วยนักเขียนหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง อาทิ
นาย กุหลาบ สายประดิษฐ์
นาย อารีย์ ลีวีระ - เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามนิกร
นาย สุภา ศิริมานนท์ - เจ้าของและบรรณาธิการนิตยสารอักษรสาส์น
นาย อุทธรณ์ พลกุล - บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวภาพ
นาย แสวง ตุงคะบริหาร - บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามนิกร
นาย บุศย์ สิมะเสถียร - บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทย
นาย ฉัตร บุณยศิริชัย - บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวภาพ
นาย สมุทร สุรักขกะ - บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์
นาย สมัคร บุราวาศ
นาย เปลื้อง วรรณศรี ฯลฯ
รวมถึงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล อาทิ
นาย มารุต บุนนาค - ประธานกรรมการสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นาย ลิ่วละล่อง บุนนาค - ผู้นำนักศึกษา
นาย สุวัฒน์ วรดิลก - นักประพันธ์
นายฟัก ณ สงขลา - ทนายความ
นายสุ่น กิจจำนงค์ - เลขาธิการสมาคมสหอาชีวกรรมกร
นายสุพจน์ ด่านตระกูล ฯลฯ
ต่อมาได้มีการจับกุมเพิ่มเติ่ม อาทิ
ท่านผู้หญิง พูนศุข พนมยงค์ - ภริยารัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์
นายปาล พนมยงค์
นาย สุภัทร สุคนธาภิรมย์
พลตรี เนตร เขมะโยธิน เป็นต้น
บรรดาผู้ที่ถูกจับกุมนั้น เป็นที่ทราบกันว่าเป็นผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล บางรายกำลังเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างลับๆ รวมถึงได้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย
คดีนี้ อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 54 ราย ศาลได้พิพากษาจำคุก บางราย 13 ปี บางราย 20 ปี และได้รับการประกันตัวและพ้นโทษตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องในโอกาสพุทธศตวรรษที่ 25 ใน พ.ศ. 2500
       
          ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8F%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C

บทบาทของหนังสือพิมพ์กับการเมืองไทย พ.ศ.2475-2500

             เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมีผลต่อหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองจากระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยในพ.ศ.2475 ในช่วงรัฐบาลคณะราษฎร ในช่วงอำนาจนิยมทางทหารสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม และสมัยรัฐบาลพลเรือน รัฐบาลทุกสมัยมีแนวโน้มในการควบคุมบทบาทของหนังสือพิมพ์อย่างเข้มงวดกวดขันโดยตลอด

            บทบาททางการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 หนังสือพิมพ์มีบาทบาทที่สำคัญดังนี้ บทบาทของหนังสือพิมพ์ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในประการนี้เป็นอย่างมาก แม้ส่วนใหญ่จะไม่ประสบผลสำเร็จโดยตรง แต่ก็มีส่วนให้รัฐบาลต้องดำเนินการบริหารประเทศอย่างระมัดระวังมากขึ้น หนังสือพิมพ์จึงมีหน้าที่ไม่ต่างจากผู้แทนของประชาชนและเป็นสถาบันที่เผชิญหน้ากับรัฐบาลมาตลอด และบทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ บทบาทของหนังสือพิมพ์ในการให้ความรู้ทางการเมืองอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านการเน้นข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ และบทความสารคดีทางการเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ยังเป็นกระบอกเสียงให้แก่ฝ่ายนิยมระบอบเก่าและฝ่ายนิยมระบอบใหม่

            ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ในช่วงพ.ศ.2475 เช่น หนังสือพิมพ์ 10 ธันวา ก่อตั้งโดยนายหรุ่น อินทุวงศ์ ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงความเป็นเอกราชและเสรีภาพของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ “10 ธันวาคม” มีจุดประสงค์คือ เพื่อ “อ้าปากออกเสียงสนับสนุนในวงการเมืองตามสติกำลังเท่าที่จะทำได้ และช่วยปราบอธรรมอันเป็นปฎิปักษ์ต่อประเทศด้วย” หนังสือพิมพ์เฉลิมรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมคณะราษฎร ในระยแรกมีนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ (ต่อมาได้เปลี่ยนคณะผู้จัดทำไปบ้าง) เริ่มเผยแพร่ออกครั้งแรกในช่วงงานเฉลิมรัฐธรรมนูญในพ.ศ.2475 เพื่อออกข่าวเกี่ยวกับงานและตีพิมพ์บทความทางการเมือง การปกครอง ตลอดจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้พยายามจะอธิบายถึงความหมายของการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญและความหมายของรัฐธรรมนูญ บทความส่วนใหญ่เขียนเกี่ยวกับหัวข้อเหล่านี้และอธิบายถึงสิทธิการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร แต่ในขณะเดียวกันก็ยอพระเกียรติพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์เสรีภาพที่ตีพิมพ์ข่าวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเสนอบทบรรณาธิการที่แสงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและการเมืองปกครอง เช่น “เงินเดือนของรัฐมนตรี” เรื่อง “งบประมาณที่ขาด” เรื่อง “สิทธิออกเสียง” เป็นต้น หนังสือพิมพ์สยามใหม่ ผู้เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ คือ เชื้อ อินทรทูต หนังสือพิมพ์สยามใหม่นี้เคยคัดค้านหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนาที่จะลงรูปพรรคคณะราษฎรทั้ง 70 คน โดยเห็นว่าเป็นการโฆษณามากเกินไป พร้อมทั้งเสียดสีหนังสือพิมพ์ 24 มิถุนาว่า “ฉันอยากรู้ว่าที่ต้องการอวดว่าฉันนั้นเป็นหนังสือพิมพ์ของคณะราษฎร” ส่วนหนังสือพิมพ์ในช่วงหลังพ.ศ.2475 เช่น หนังสือพิมพ์ไทเมือง ผู้เป็นเจ้าของคือ นายทองอยู่ สุดออมสิน และบรรณาธิการ คือ นายจรัส วงศาโรจน์ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้นำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวายในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเกรงกลัวที่จะสูญเสียอำนาจของรัฐบาล และสถานะของพระมหากษัตริย์ที่เริ่มสั่นคลอนอันเนื่องมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตี

            ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและกลุ่มอำนาจเดิมหรือกลุ่มกษัตริย์นิยมทั้งในแง่การเมืองและในรูปแบบการต่อสู้ทางความคิด ระหว่างนักหนังสือพิมพ์ กลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ต่อต้านคณะราษฎรอย่างชัดเจน ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลคณะราษฎร รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายการพิมพ์เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น แต่ภายหลังเหตุการณ์กบฎบวรเดชฐานะของรัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น รัฐบาลจึงยอมออกกฎหมายการพิมพ์ที่ผ่อนคลายความเข้มงวดบางประการลง แต่ก็ยังคงให้อำนาจบางประการกับเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมหนังสือพิมพ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างเต็มที่ จึงยังต้องการเครื่องมือควบคุมหนังสือพิมพ์อยู่

            ตั้งแต่ภายหลัง พ.ศ.2490 หนังสือพิมพ์กลายเป็นสถาบันหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งที่มีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปลายสมัยรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ที่เห็นถึงความสำคัญของหนังสือพิมพ์ เนื่องจากว่าหนังสือพิมพ์มีบทบาทอย่างมากในการโน้มน้าวและสร้างทัศนคติของมหาชนที่มีต่อรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลมีภาพลักษณ์ในทางตกต่ำมากขึ้นซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การรัฐประหารในพ.ศ.2490 ประสบผลสำเร็จ บทเรียนนี้เอง ทำให้รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามมีความสนใจเป็นพิเศษต่อบทบาทของหนังสือพิมพ์ เพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์และรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ให้ได้ แต่ภายหลังกรณีกบฏวังหลวงแล้ว รัฐบาลเริ่มที่จะเข้าควบคุมหนังสือพิมพ์มากขึ้น โดยจับกุมนักหนังสือพิมพ์ในข้อหาเข้าร่วมกับการกบฏและได้มีการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก และภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเงียบในวันที่ 29 พฤศจิกายน รัฐบาลชั่วคราวได้ตั้งกรรมการขึ้นเพื่อเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์โดยตรง ทำให้หนังสือพิมพ์รู้สึกถูกกดดันจากรัฐบาลอย่างมาก จึงทำให้การต่อสู้รุนแรงมากขึ้น โดยฝ่ายหนังสือพิมพ์ร้องเรียนว่า การเซ็นเซอร์ได้สร้างความเดือดร้อนแก่หนังสือพิมพ์เพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อย่างรุนแรง ทำให้หนังสือพิมพ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชนได้โดยสะดวก เป็นการขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและเป็นการละเมิดหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในโลกเสรีประชาธิปไตย

            ดังนั้นจึงได้มีการประชุมสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2495 โดยมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพหนังสือพิมพ์ขึ้น ซึ่งมีหม่อมเจ้าประสบสุข สุขสวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการและอุทธรณ์ พลกุล เป็นเลขานุการ และได้มีการเรียกร้องให้จัดการประชุมใหญ่สมาคมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ในภาวะบ้านเมืองปกติ นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการผลักดันทางรัฐสภาเพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกในภาวะสงคราม และให้อำนาจแก่รัฐบาลในการควบคุมหนังสือพิมพ์อย่างมาก การต่อสู้ของสมาคมหนังสือพิมพ์ในพ.ศ.2495 นับว่าเป็นครั้งแรกที่นักหนังสือพิมพ์ไทยต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตน แต่การต่อสู้ยังมิได้บรรลุผล ก็ถูกรัฐบาลก่อการกวาดล้างครั้งใหญ่เสียก่อนในเหตุการณ์การจับกุมกวาดล้างนักหนังสือพิมพ์ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 อันเป็นกรณีมุ่งกวาดล้างจับกุมขบวนการกู้ชาติและกบฏสันติภาพ ซึ่งมีนักหนังสือพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้องหลายคนในขบวนการกู้ชาติ ผลการจับกุมทำให้ขบวนการต่อสู้ของนักหนังสือพิมพ์อ่อนกำลังลงอย่างมากซึ่งเห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีรัฐบาลลดลงมากในช่วงพ.ศ.2496-2498 และการรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิของหนังสือพิมพ์ก็สลายลงพร้อมกับการปราบปรามครั้งนี้

            แม้ว่าใน พ.ศ. 2495 ทิศทางการต่อสู้ของหนังสือพิมพ์อาจจะค่อนข้างชัดเจนและไปในทางเดียวกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าพลังของหนังสือพิมพ์เป็นเอกภาพ เพราะมีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เช่น สยามรัฐของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ออกเผยแพร่ฉบับแรกในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2493 โดยมีสละ ลิขิตกุลเป็นบรรณาธิการ ตั้งแต่แรกที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐออกเผยแพร่ก็แสดงทัศนะต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง พร้อมทั้งสนับสนุนสหรัฐอเมริกาและสงครามเกาหลี รวมทั้งแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการสันติภาพอย่างชัดเจน หนังสือพิมพ์สยามรัฐได้แสดงบทบาทสอดคล้องกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ คือ การมุ่งฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ที่ตกต่ำมานานภายหลังจากการปฏิวัติใน พ.ศ. 2475 แต่กระนั้นหนังสือพิมพ์สยามรัฐก็ได้เข้าร่วมต่อสู้เรื่องสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกภายหลังกบฎแมนฮัตตัน หนังสือพิมพ์สยามรัฐประท้วง โดยที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชงดเขียนคอลัมน์และบทความทั้งหมด ลดจำนวนหน้า และเนื้อข่าวบริเวณใดที่ถูกตัดข้อความก็จะเว้นช่องว่างเพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าถูกตัดข้อความ จนกระทั่งรัฐบาลเลิกเซ็นเซอร์และเลิกกฎอัยการศึกแล้ว หนังสือพิมพ์สยามรัฐจึงเลิกประท้วงและกลับสู่วิธีการนำเสนอในรูปแบบเดิม

            ในวงการหนังสือพิมพ์ไทยเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกเมื่อ พ.ศ. 2499 กล่าวคือเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มชนชั้นนำรุนแรงมาก แต่ละฝ่ายต้องต่อสู้กันด้วยการมีหนังสือพิมพ์เป็นของตนเอง เช่น จอมพลป.พิบูลสงครามได้มอบหมายให้สังข์ พัธโนทัย ออกหนังสือพิมพ์ชื่อเสถียรภาพ ส่วนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ให้ทนง ศรัทธาทิพย์ออกหนังสือพิมพ์สารเสรีตั้งแต่ พ.ศ. 2496 นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ไทรายวันและไทสัปดาห์ของ พล.ต.เนตร เขมะโยธินที่มีแนวโน้มไปในทางสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็อยู่เบื้องหลังหนังสือพิมพ์เผ่าไทย ไทเสรี และหนังสือพิมพ์รายวันเช้า ที่ออกตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2495 โดยมีวรรโณทัย อมาตยกุล เป็นบรรณาธิการ ต่อมาปรากฎว่าหนังสือพิมพ์ของฝ่ายจอมพลสฤษดิ์ได้โจมตีพล.ต.อ.เผ่าในเรื่องการค้าฝิ่นและการใช้อิทธิพลสังหารนักการเมือง ส่วนหนังสือพิมพ์ของฝ่าย พล.ต.อ.เผ่าก็มุ่งโจมตีจอมพลสฤษดิ์ในเรื่องอิทธิพลทางเศรษฐกิจและเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศที่เหลวแหลก และเมื่อรวมบทบาทของหนังสือพิมพ์ฝ่ายอื่น ๆ เช่น สยามรัฐและประชาธิปไตยของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปิตุภูมิของฝ่ายสังคมนิยมแล้ว ทำให้ในระยะพ.ศ. 2499-2500 เกิดสภาพที่เรียกว่า “สงครามหนังสือพิมพ์” ขึ้น และการโจมตีฟาดฟันกันทางหน้าหนังสือพิมพ์นี้เอง ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความขัดแย้งและการโจมตีซึ่งกันและกัน หนังสือพิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2499-2500 ก็มีบทบาทไม่น้อยในการสร้างมติมหาชนกดดันรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลที่สนับสนุนสหรัฐอเมริกา การโจมตีของหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ในเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาล เป็นผลส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปคือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ลดลง เนื่องจากการมุ่งสู่แนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างโลกทุนนิยมและสังคมนิยม ตลอดจนภาวะทางการเมืองของภูมิภาคเอเชียได้ผ่านเข้าสู่สันติภาพในช่วงเวลาหนึ่ง และประเทศเอกราชและประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่ออกมาจากการครอบครองของประเทศเจ้าอาณานิคมนั้นมีแนวทางหันมาดำเนินนโยบายเป็นกลางทั้งสิ้น รวมทั้งแนวโน้มการยอมรับสถานะของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบติดตามสหรัฐอเมริกาของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามจึงกลายเป็นสิ่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาของหนังสือพิมพ์ ผลที่ตามมาคือ ค่ายหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุด คือ ไทยพาณิชยการซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยและสยามนิกร ได้กลายมาเป็นกลุ่มสำคัญที่รณรงค์คัดค้านเรื่องนี้และสร้างความกดดันให้แก่รัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามเป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นหนังสือพิมพ์สารเสรีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังสือพิมพ์ไทรายวันของพล.ต.เนตร เขมะโยธิน และแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เสถียรภาพของสังข์ พัธโนทัย ต่างก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหวคัดค้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน

            จากการแสดงท่าทีของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ดังกล่าวส่งผลทำให้กรณีเรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นปัญหาสำคัญของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามดูไม่น่านิยมชมชื่น และเป็นจุดที่สร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลมากที่สุดกรณีหนึ่ง ซึ่งใน พ.ศ. 2499 มีประเด็นหลายเรื่องที่หนังสือพิมพ์ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยต่างแสดงท่าทีคัดค้านต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม เช่น หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้วิจารณ์การที่รัฐบาลไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการซ้อมรบขององค์การสปอ.อย่างกระทันหันไว้ว่า สถานการณ์ในเอเชียอาคเนย์ก็มิได้มีแนวโน้มที่จะเกิดสงครามและการรุกรานใด ๆ การซ้อมรบจึงไม่น่าที่จะเป็นเรื่องจำเป็น หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยก็วิจารณ์ว่า ทำไมรัฐบาลไทยต้องซ้อมรบตามคำโฆษณาของประเทศโลกเสรีที่โจมตีจีนแดงว่าจะรุกราน ทั้ง ๆ ที่รู้กันว่าจีนไม่สามารถทำได้ นอกจากจะทำสงครามป้องกันตนเอง และผู้นำจีนก็มีนโยบายผูกมิตรกับทุกประเทศอยู่แล้ว ต่อมาปรากฎว่าเรื่องนี้ได้บานปลายออกไป เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีสปอ.ได้แถลงว่า เรื่องการซ้อมรบที่จะมีขั้นตอนตามกำหนดการนั้น ไทยมิได้ปรึกษาฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ในสปอ.เลย นอกจากปรึกษาแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น นอกจากนี้หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์รายสัปดาห์ก็ได้ลงบทนำวิจารณ์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้ฝ่ายไทยต้องเสียเงินถึง 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟุ่มเฟือย อีกกรณีหนึ่งที่หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแทบทุกฉบับต่างวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม คือ การที่รัฐบาลแสดงท่าทีเกรงใจและแก้ต่างแทนอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นมิตรร่วมภาคสปอ. ในเรื่องที่อังกฤษและฝรั่งเศสใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยส่งกองทัพเข้าบุกและโจมตีอียิปต์ในวิกฤตการณ์คลองสุเอช ทั้ง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและแอฟริกาต่างประณามการกระทำของอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างรุนแรง หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเป็นตัวของตัวเองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

            อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่หนังสือพิมพ์มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2498-2499 คือ การเรียกร้องเรื่องสิทธิประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องการยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่หนังสือพิมพ์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจังภายหลังจากที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนนโยบายไปสู่ประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์มีการรณรงค์ว่า จอมพลป.พิบูลสงครามควรจะปฎิรูปประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้นโดยยกเลิกส.ส.ประเภทที่ 2 ตั้งแต่ในระดับชาติและระดับท้องถิ่น และต่อมาเมื่อรัฐบาลจับกุมกบฏอดข้าว หนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสียดสีว่า เหตุการณ์เรื่องนี้เป็นเรื่องชวนหัวของประชาธิปไตยที่ว่า การที่ผู้อดข้าวประท้วงเพราะต้องการให้ยกเลิกบทเฉพาะกาลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น กลับกลายเป็นการก่อกบฏที่จะมีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต นอกจากนี้หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยยังได้วิจารณ์ว่า การมีบทเฉพาะกาลและสมาชิกประเภทที่ 2 ในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย มิใช่ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกุมอำนาจไว้เฉพาะพรรคหนึ่งหรือรัฐบาลใดแต่เพียงอย่างเดียว ปรากฎว่าถึงเกี่ยวกับการปฏิบัติก็ไม่สามารถจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นไปโดยสมบูรณ์ตามความหมายที่แท้จริง

            นอกจากนี้ กลุ่มหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย- สยามนิกรยังมีความตระหนักพอสมควรในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ของประชาชน เพระเมื่อปลายเดือนสิงหาคาม พ.ศ.2499 หนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์วิจารณ์เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิต ส.ส.ธนบุรีซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหวสันติภาพ เป็นส.ส.ฝ่ายสังคมนิยมในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าขบวนการไฮด์ปาร์ค ได้ตัดสินใจย้ายจุดยืนไปเป็นสมาชิกพรรคมนังคศิลา โดยอ้างว่าเพื่อจะทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่นและเข้าไปยับยั้งรัฐบาลจากวงใน จากเหตุผลข้างต้นหนังสือพิมพ์สยามนิกรได้เสนอว่า เหตุผลของนายเพทาย โชตินุชิตฟังไม่ขึ้น และได้เสนอข้อความตอนหนึ่งว่า “เพทาย โชตินุชิตจากไปแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังคงอยู่ต่อไป ไม่มีอำนาจใด ๆ จะมายับยั้งไว้ได้ การจากไปของบุคคลหนึ่งก็คือ บทเรียนในการวินิจฉัยตัวบุคคลในกาลต่อไปข้างหน้า ข้อสำคัญที่ควรจดจำก็คือ เราจะตั้งตนเองเป็นวีรบุรุษกันนั้นไม่ได้ เพราะวีรบุรุษไม่ได้สร้างประชาชน แต่ประชาชนต่างหากที่สร้างวีรบุรุษ”

            บทบาทของหนังสือพิมพ์ในการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-2500 มีบทบาทอย่างสูงในการเป็นผู้นำสังคมที่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและกระตุ้นความสำนึกทางการเมืองของประชาชน ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขการบริหารประเทศให้เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตย ตลอดจนการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของนักหนังสือพิมพ์ เช่น เป็นคอมลัมนิสต์ นักเขียนนวนิยาย ปัญญาชน ผู้นำความคิดของสังคม และมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านนโยบายบางประการของรัฐบาล รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะปกครองแบบรวมอำนาจประกอบกับสถานการณ์การเมืองของโลกที่กำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามเย็น ทำให้รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะการคัดค้านนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจึงปราบปรามนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ ด้วยการจับกุมครั้งใหญ่ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ. 2495 ซึ่งมีผลทำให้นักหนังสือพิมพ์ต้องยุติบทบาทของตนแม้แต่ในการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบการบริหารราชการของรัฐบาล ภายหลังจากนั้นนักหนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวให้อยู่รอดต่อไปและไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งได้ดำเนินการปราบปรามนักหนังสือพิมพ์และสั่งปิดหนังสือพิมพ์หลายฉบับ

            ที่มา
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2475-2500

ย้อนรอยรัฐประหารไทย ตอน ปฎิวัติ 2475